เรียนครั้งที่ 4 10 กุมภาพันธ์ 2562
ปีเตอร์ เฟอร์ดินานด์ ดรักเกอร์(Peter Ferdinand Drucker)

หลักการบริหารจัดการสมัยใหม่
“ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันทรัพยากรที่สาคัญที่สุดจะไม่ใช่เรื่องแรงงาน
เงินทุนหรือที่ดินอีกต่อไปแต่จะเป็นเรื่องความรู้”
1) Planning
การวางแผน
เป็นการกำหนดหน้าที่การงานที่ต้องปฏิบัติ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ
โดยกาหนดว่าจะดำเนินการอย่างไรและดำเนินการเมื่อไร เพื่อให้สาเร็จตามแผนที่วางไว้ การวางแผนต้องครอบคลุมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
2) Organizing
การจัดองค์การ เป็นการมอบหมายงานให้บุคลากรในแผนกหรือฝ่ายได้ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนที่วางไว้
เมื่อแผนกหรือฝ่ายประสบความสำเร็จก็จะทำให้องค์การประสบความสำเร็จไปด้วย
3) Leading
การนำเป็นการจูงใจ การชักนำ
การกระตุ้นและชี้ทิศทางให้ดำเนินไปสู่การบรรลุเป้าหมาย โดยการเพิ่มผลผลิตและเน้นมนุษย์สัมพันธ์ทำเกิดระดับผลผลิตในระยะยาวที่สูงกว่าภาวะงานเพราะคนมักไม่ค่อยชอบภาวะงาน
4) Controlling
การควบคุม เป็นภาระหน้าที่ของผู้บริหาร
ที่จะต้อง 1)
รวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินผลดำเนินงาน 2)
เปรียบเทียบผลงานปัจจุบันกับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ และ 3)ทำการตัดสินใจไปตามเกณฑ์หรือไม่เครื่องมือนี้ใช้เพื่อการวางแผน
เราพยายามกำหนดแนวทางไปสู่จุดหมายปลายทาง ซึ่งโดยทั่วไปเราวางแผนด้านการเงิน ,
กลยุทธ์ ปัจจุบันเราวางแผนกลยุทธ์ เพื่อการแข่งขันวางแผนใช้วิธีการ
กำหนดเป้าหมาย ผู้บริหารระดับสูงกำหนดและถ่ายทอดไปยังระดับรอง ๆ (หน่วยงานต่าง ๆ
นำไปใช้) และเครื่องมือที่ใช้คือ MBO ( Management by Objective ) Goalคือเป้าหมายใหญ่
มีรายละเอียดคือ Objective ถ่ายทอดแต่ละระดับ
ซึ่งจะมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของฝ่ายเขา โดยสอดคล้องกับ Objective ระดับบน
และระดับBusiness Unit , ระดับ Functional ก็ต้องมี
Objective ของเขา ซึ่งต้องสอดคล้องกับระดับฝ่าย
เป้าหมายของผู้บริหารสูงสุดถูกถ่ายทอดออกมาเป็น Objective เราจะรู้สึกว่าสิ่งที่ได้วางแผนไว้เมื่ออยู่ในระดับล่างแล้วเราสามารถทำได้หรือเปล่านั้นเราจะต้องมีการประเมินผล
(Feed Back) กลับไป ซึ่งเครื่องมือที่ใช้คือ MBO แต่เมื่อ
10 ปีที่ผ่านมา มีเครื่องมือที่ดีกว่า คือ Balance Scorecard เป็นตัวที่ถ่ายทอดกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ของผู้บริหารออกมาเป็นแผนหลักของผู้บริหารอีกเครื่องมือหนึ่ง
ซึ่ง MBO จะกำหนด Obj. ไว้กว้างเวลาวัดผลจะให้
Feed Back แต่ Balance Scorecard จะมี
Measurement เป็นตัววัดที่ค่อนข้างได้ผลแน่นอน
เป็นกรอบเครื่องมือที่เชื่อถือได้และได้ผลดีกว่า Balance Scorecard จะมี
Obj. ในมุมมองแต่ละด้าน เช่น ด้าน Finance,ลูกค้า,กระบวนการภายใน,Learning
Innovation โดยการนำหลักการของ MBOไปทำให้ดีขึ้น
กลยุทธ์ คือแผนระยะยาว (Long Length Plan)
แผนกลยุทธ์ เป็นการมองไปในระยะยาวข้างหน้า 3-5
ปี เป็นการได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งจะต้องนำไปใช้ให้เป็น
คือเมื่อวางแผนแล้วต้องมีการจัดองค์กร จัดคน และสามารถ Control ได้
ข้อดี/ข้อเสีย
Peter F.Drucker เขียนไว้ว่า
"การตัดสินใจที่มีประสิทธิผล
จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในแนวความคิดระดับสูงสุด
แต่มีผลในทางปฏิบัติได้จริงและง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"สำหรับการนำมาใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิผล
ต้อง
1.
ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในแนวความคิดระดับสูงสุด
2. ปฏิบัติได้จริงและง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
การตัดสินใจที่ไม่มีประสิทธิผล
เพราะไม่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในแนวคิดระดับสูงสุด มีผลมาถึงข้อสอง พอทำงานจริง ก็ปฏิบัติด้วยความไม่เข้าใจ เหมือนกับทำได้ไม่จริง และเป็นการปฎิบัติงานที่ดูยุ่งยากสลับซับซ้อน
มีขั้นตอนมาก
ผลสรุป ขอยกตัวอย่างเรื่องงานในสำนักงาน หลายคนไม่เข้าใจแนวคิดสูงสุดเรื่องงานนั้น ตีความผิดประเด็น ส่งผลให้การทำงานเบี่ยงเบน ชักช้า
โยกโย้ "งานไม่เดิน"
ทั้งๆที่ ถ้าเข้าใจงานคิดว่าวันเดียวก็เสร็จ
แต่ที่ผ่านมา หลายๆงาน แทนที่จะเป็นวันเดียว กลับยืดเยื้อไปเป็น
อาทิตย์ บางงาน ยื้อไปเป็นเดือน ที่ยื้อ
คือ เหมือนกับต้องการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
แต่ มันไม่มีประสิทธิผลฟ
จากทฤษฎีการบริหารจัดการสมัยใหม่ของ Peter
F.Drucker ได้นำมาเทียบเคียงกับการบริหารงานในโรงเรียนสถานที่ทำงาน
การวางแผน : ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการทำงานของแต่ละฝ่ายในแต่ละปีการศึกษา "ปฎิทินโรงเรียน" เป็นปฏิทินที่บอกถึงการจัดกิจกรรมสำคัญๆในปีการศึกษาหนึ่ง วันไหน เดือนอะไร ถูกจัดและบริหารกรอบเวลาที่จะไม่กระทบต่อวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ งานเกษตรแฟร์ ทั้งนี้เพื่อให้แต่ละฝ่ายงานได้เตรียมความพร้อมทำงานตามกรอบปฏิทินโรงเรียนที่ได้ตั้งไว้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนั้นๆ
การวางแผน : ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการทำงานของแต่ละฝ่ายในแต่ละปีการศึกษา "ปฎิทินโรงเรียน" เป็นปฏิทินที่บอกถึงการจัดกิจกรรมสำคัญๆในปีการศึกษาหนึ่ง วันไหน เดือนอะไร ถูกจัดและบริหารกรอบเวลาที่จะไม่กระทบต่อวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ งานเกษตรแฟร์ ทั้งนี้เพื่อให้แต่ละฝ่ายงานได้เตรียมความพร้อมทำงานตามกรอบปฏิทินโรงเรียนที่ได้ตั้งไว้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนั้นๆ
การจัดองค์กร
: เมื่อมีกำหนดการจัดกิจกรรมต่างๆแล้ว ทางผู้บริหารก็เรียกประชุมของหัวหน้าฝ่ายงานทั้งหมดเพื่อรับทราบความพร้อมของแต่ละฝ่าย
และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโรงเรียน
จากนั้นนั้นหัวหน้าฝ่ายก็จะไปชี้แจงและมอบหมายบทบาทหน้าที่ให้บุคคลากรในฝ่ายได้ไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนที่วางไว้
การชี้นำ/การจูงใจ
: จากความคิดที่ว่า "ถ้าองค์กฟรประหนึ่งเป็นหุ่นยนต์
บุคคลากรทุกฝ่ายก็ถือว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้หุ่นยนต์นั้นมีชีวิตและก้าวเดินไปข้างหน้าได้"
ในทฤษฎีข้อนี้ Leanding Peter F.Druckker ได้ให้ความสำคัญของคำว่า
"มนุษย์สัมพันธ์" กระนั้นแล้ว ถ้า องค์กรเป็นหุ่นยนต์ บุคคลากรเป็นกลไก
คำว่า มนุษย์สัมพันธ์
คงไม่แคล้วเป็นน้ำมันที่หล่อลื่นให้กลไกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และการเกิดมนุษย์สัมพันธ์ได้นั้นใช่ว่าเพียงแต่พูดคุยทักทายเพียงอย่างเดียว
การร่วมมือในทำงานที่อยู่ในกรอบของคำว่าหน้าที่ ใช่ว่าจะเกิดมนุษย์สัมพันธ์ขึ้นมาได้
เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ถ้าทุกฝ่ายเปิดใจเข้าหากันร่วมมือกันโดยไม่มีกรอบของงานหรือทำไปเพราะมันคือหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
เพราะฉะนั้นการจัดโครงการสัมนาบุคคลากรเจ้าหน้าที่จึงเกิดขึ้น
ในการจัดโครงการสัมนาบุคคลากรมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือความสามัคคี
ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
มีกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้บุคคลากรทุกสายงานได้ร่วมสนุกสร้างสรรค์กิจกรรม
ร่วมใช้ความคิดแก้ปัญหาช่วยเหลือกันในกิจกรรมนั้นๆ
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความรักในสังคม,ในองค์กร,ในฝ่าย
และเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์กรเกิดประสิทธิภาพในระบบหน่วยงานที่จะทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำงานของแต่ละฝ่ายเพื่อองค์กรที่จะบรรลุเป้าหมายอย่างสูงสุด
การควบคุม
: การประเมินผลการทำงานในปีการศึกษา โดยตรวจสอบจากเอกสารการติดต่อไม่ว่าจะเป็น
การติดตั้งเครืองเสียง การบริการถ่ายภาพถ่ายวิดีโอ อัดเสียง ตรวจซ่อม ฯลฯ
งานบริการในฝ่ายโสตฯทั้งหมด
แล้วมาทำเป็นสถิติการให้บริการของปีการศึกษาว่าปีได้มีคนขอรับบริการส่วนใดมากน้อยแค่ไหน
อ้างอิงข้อมูล
http://veerasit-dba04.blogspot.com/2012/10/13-perter-f-drucker.html
*********************************************************************************
ศูนย์สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ
ศูนย์สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ คือ ชื่อเว็บไซต์ซึ่งจัดทำโดยส่วนสื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ (สสพ.) ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (ศท.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการ โดยเว็บไซต์นี้จะให้บริการสื่อการศึกษาของคนพิการประเภทต่างๆ ได้แก่ สื่ออักษรเบรลล์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับคนตาบอด หนังสือเสียงออนไลน์สำหรับผู้พิการสื่อสิ่งพิมพ์ รายการวีดีทัศน์/โทรทัศน์ออนไลน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น บทความวิชาการ งานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาของคนพิการ และจดหมายข่าวของ สสพ. รวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสื่อการศึกษาเพื่อคนพิการทั้งที่ผลิตโดย สสพ./ศท. และหน่วยงานอื่นๆ
แผนปฏิบัติราชการ 4 ปีพ.ศ. 2561 - 2564กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
**********************************************************************************
รูปแบบของการสื่อสารข้อมูล จำแนกได้ 2 แบบ
1. การสื่อสารแบบทางเดียว (One-way Communication)
2. การสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication)
การสื่อสารทางเดียว (One-way Communication) หมายถึง การสื่อสารที่ผู้รับไม่สามารถโต้ตอบกับผู้ส่งในสื่อกลางเดียวกันได้ ผู้ส่งเป็นฝ่ายส่งข่าวสารเพียงอย่างเดียว ส่วน ใหญ่มักอยู่ในรูปของสื่อสารสาธารณะ เช่น วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ หรือบอร์ด ประกาศ เป็นต้น การสื่อสารรูปแบบนี้เรียกว่า Simplex
การสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) หมายถึง การสื่อสารที่ผู้ส่งและผู้รับข่าวสาร สามารถโต้ตอบกันได้ในสื่อกลางเดียวกัน การสื่อสารรูปแบบนี้ เรียกกว่า Duplex การสื่อสารแบบสองทางนี้ จำแนกตามลักษณะกรรับ/ส่งรูปแบบของการสื่อสารข้อมูล จำแนกได้ 2 แบบ
1. การสื่อสารแบบทางเดียว (One-way Communication)
2. การสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication)
การสื่อสารทางเดียว (One-way Communication) หมายถึง การสื่อสารที่ผู้รับไม่สามารถโต้ตอบกับผู้ส่งในสื่อกลางเดียวกันได้ ผู้ส่งเป็นฝ่ายส่งข่าวสารเพียงอย่างเดียว ส่วน ใหญ่มักอยู่ในรูปของสื่อสารสาธารณะ เช่น วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ หรือบอร์ด ประกาศ เป็นต้น การสื่อสารรูปแบบนี้เรียกว่า Simplex
การสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) หมายถึง การสื่อสารที่ผู้ส่งและผู้รับข่าวสาร สามารถโต้ตอบกันได้ในสื่อกลางเดียวกัน การสื่อสารรูปแบบนี้ เรียกกว่า Duplex การสื่อสารแบบสองทางนี้ จำแนกตามลักษณะกรรับ/ส่ง
*********************************************************************************
ครั้งที่ 6 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา http://www.ceted.org/
1. สถานนีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ETV
2. วิทยุการศึกษา
3.ข่าวการศึกษา (ETV NEWS)
ศูนย์สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ คือ ชื่อเว็บไซต์ซึ่งจัดทำโดยส่วนสื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ (สสพ.) ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (ศท.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการ โดยเว็บไซต์นี้จะให้บริการสื่อการศึกษาของคนพิการประเภทต่างๆ ได้แก่ สื่ออักษรเบรลล์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับคนตาบอด หนังสือเสียงออนไลน์สำหรับผู้พิการสื่อสิ่งพิมพ์ รายการวีดีทัศน์/โทรทัศน์ออนไลน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น บทความวิชาการ งานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาของคนพิการ และจดหมายข่าวของ สสพ. รวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสื่อการศึกษาเพื่อคนพิการทั้งที่ผลิตโดย สสพ./ศท. และหน่วยงานอื่นๆ
แผนปฏิบัติราชการ 4 ปีพ.ศ. 2561 - 2564กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
นวัตกรรม
หมายถึงการทำสิ่งต่างๆด้วยวิธีใหม่ๆ และยังอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิด การผลิต กระบวนการ หรือองค์กร ไม่ว่าการเปลี่ยนนั้นจะเกิดขึ้นจากการปฏิวัติ การเปลี่ยนอย่างถอนรากถอนโคน หรือการพัฒนาต่อยอด ทั้งนี้ มักมีการแยกแยะความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างการประดิษฐ์คิดค้น ความคิดริเริ่ม และนวัตกรรม อันหมายถึงความคิดริเริ่มที่นำมาประยุกต์ใช้อย่างสัมฤทธิ์ผล (Mckeown, 2008) และในหลายสาขา เชื่อกันว่าการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเป็นนวัตกรรมได้นั้น จะต้องมีความแปลกใหม่อย่างเห็นได้ชัด และไม่เป็นแค่เพียงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เป็นต้นว่า ในด้านศิลปะ เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐ ในเชิงเศรษฐศาสตร์นั้น การเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องเพิ่มมูลค่า มูลค่าของลูกค้า หรือมูลค่าของผู้ผลิต เป้าหมายของนวัตกรรมคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพื่อทำให้สิ่งต่างๆเกิดเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น นวัตกรรมก่อให้ได้ผลิตผลเพิ่มขึ้น และเป็นที่มาสำคัญของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
นวัตกรรมเป็นหัวข้อหลักในการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และวิศวกรรม และหากพูดกันแบบภาษาชาวบ้านแล้ว คำว่า 'นวัตกรรม' มักจะหมายถึงผลลัพธ์ของกระบวนการ และในฐานะที่นวัตกรรมมักจะได้รับการยกย่องว่าเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ ปัจจัยที่นำไปสู่นวัตกรรม มักได้รับความสำคัญจากผู้ออกนโยบายว่าเป็นเรื่องวิกฤติ
ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในสาขาใดสาขาหนึ่ง มักจะเรียกว่าเป็นผู้บุกเบิกในสาขานั้น ไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคล หรือองค์กร
ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์พัฒนาจากต่อยอด จาก S9 ไป S 10
ตัวอย่างเช่น (One stop service)
เป็นแนวคิดที่ต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มาติดต่อราชการให้สามารถรับบริการจากหน่วยงานราชการต่างๆได้ ณ ที่แห่งเดียว โดยไม่จำเป็นต้องไปติดต่อ ณ ส่วนราชการต่างๆ**********************************************************************************
วันที่ 17 มีนาคม 2562
เทคนิค การประสานงาน
ทฤษฏี SMCR ของเบอร์โล (Berio)
เดวิด เค. เบอร์โล (David K.Berlo) ได้พัฒนาทฤษฎีที่ผู้ส่งจะส่งสารอย่างไร และผู้รับจะรับ แปลคววามหมาย และมีการโต้ตอบกับสารนั้นอย่างไร ทฤษฏี S M C R ประกอบด้วย
- ผู้ส่ง (source) ต้องเป็นผู้ที่มีทักษะความชำนาญในการสื่อสารโดยมีความสามารถใน “การเข้ารหัส” (encode) เนื้อหาข่าวสาร มีทัศนคติที่ดีต่อผู้รับเพื่อผลในการสื่อสารมีความรู้อย่างดีเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่จะส่ง และควรจะมีความสามารถในการปรับระดับของข้อมูลนั้นให้เหมาะสมและง่ายต่อระดับความรู้ของผู้รับ ตลอดจนพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับผู้รับด้วย
- ข้อมูลข่าวสาร (message) เกี่ยวข้องด้านเนื้อหา สัญลักษณ์ และวิธีการส่งข่าวสาร
- ช่องทางในการส่ง (channel) หมายถึง การที่จะส่งข่าวสารโดยการให้ผู้รับได้รับข่าวสาร ข้อมูลโดยผ่านประสานทสัมผัสทั้ง 5 หรือเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง คือ การได้ยิน การดู การสัมผัส การลิ้มรส หรือการได้กลิ่น
- ผู้รับ (receiver) ต้องเป็นผู้มีทักษะความชำนาญในการสื่อสารโดยมีความสามารถใน “การถอดรหัส” (decode) สาร เป็นผู้ที่มีทัศนคติ ระดับความ และพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรม เช่นเดียวหรือคล้ายคลังกันกับผู้ส่งจึงจะทำให้การสื่อสารความหมายหรือการสื่อสารนั้นได้ผล
ตามลักษณะของทฤษฏี S M C R นี้ มีปัจจัยที่มีความสำคัญต่อขีดความสามารถของผู้ส่งและรับที่จะทำการสื่อสารความหมายนั้นได้ผลสำเร็จหรือไม่เพียงใด ได้แก่ - ทักษะในการสื่อสาร (communication skills) หมายถึง ทักษะซึ่งทั้งผู้ส่งและผู้รับควรจะมีความชำนาญในการส่งและการรับการเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันได้อย่างถูกต้อง เช่น ผู้ส่งต้องมีความสามารถในการเข้ารหัสสาร มีการพูดโดยการใช้ภาษาพูดที่ถูกต้อง ใช้คำพูดที่ชัดเจนฟังง่าย มีการแสดงสีหน้าหรือท่าทางที่เข้ากับการพูด ท่วงทำนองลีลาในการพูดเป็นจังหวะ น่าฟัง หรือการเขียนด้วยถ้อยคำสำนวนที่ถูกต้องสละสลวยน่าอ่าน เหล่านี้เป็นต้น ส่วนผู้รับต้องมีความสามารถในการถอดรหัสและมีทักษะที่เหมือนกันกับผู้ส่งโดยมีทักษะการฟังที่ดี ฟังภาษาที่ผู้ส่งพูดมารู้เรื่อง หรือสามารถอ่านข้อความที่ส่งมานั้นได้ เป็นต้น
- ทัศนคติ (attitudes) เป็นทัศนคติของผู้ส่งและผู้รับซึ่งมีผลต่อการสื่อสาร ถ้าผู้ส่งและผู้รับ มีทัศนคติที่ดีต่อกันจะทำให้การสื่อสารได้ผลดี ทั้งนี้เพราะทัศนคติย่อมเกี่ยวโยงไปถึงการยอมรับซึ่งกันและกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับด้วย เช่น ถ้าผู้ฟังมีความนิยมชมชอมในตัวผู้พูดก็มักจะมีความเห็นคล้อยตามไปได้ง่าย แต่ในทางตรงข้าม ถ้าผู้ฟังมีทัศนคติไม่ดีต่อผู้พูดก็จะฟังแล้วไม่เห็นชอบด้วยและมีความเห็นขัดแย้งในสิ่งที่พูดมานั้น หรือถ้าทั้งสองฝ่ายมีทัศนคติไม่ดีต่อกันท่วงทำนองหรือนำเสียงในการพูดก็อาจจะห้วนห้าวไม่น่าฟัง แต่ถ้ามีทัศนคติที่ดีต่อกันแล้วมักจะพูดกันด้วยความไพเราะอ่านหวานน่าฟัง เหล่านี้เป็นต้น
- ระดับความรู้ (knowledge levels) ถ้าผู้ส่งและผู้รับมีระดับความรู้เท่าเทียมกันก็จะทำให้การสื่อสารนั้นลุล่วงไปด้วยดี แต่ถ้าหากความรู้ของผู้ส่งและผู้รับมีระดับที่แตกต่างกันย่อมจะต้องมีการปรับปรุงความยากง่ายของข้อมูลที่จะส่งในเรื่องความยากง่ายของภาษาและถ้อยคำสำนวนที่ใช้ เช่น ไม่ใช่คำศัพท์ทางวิชาการ ภาษาต่างประเทศ หรือถ้อยคำยาว ๆ สำนวนสลับซับซ้อน ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อความเข้าใจ ตัวอย่างเช่น การที่หมอรักษาคนไข้แล้วพูดแต่คำศัพท์การแพทย์เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ย่อมทำให้คนไข้ไม่เข้าใจว่าตนเองเป็นโรคอะไรแน่หรือพัฒนากรจากส่วนกลางออกไปพัฒนาหมู่บ้านต่าง ๆ ในชนบทเพื่อให้คำแนะนำทางด้านการเกษตรและเลี้ยงสัตว์แก่ชาวบ้าน ถ้าพูดแต่ศัพท์ทางวิชาการโดยไม่อธิบายด้ายถ้อยคำภาษาง่าย ๆ หรือไม่ใช้ภาษาท้องถิ่นก็จะทำให้ชาวบ้านไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดได้ หรือในกรณีของการใช้ภาษามือของผู้พิการทางโสต ถ้าผู้รับไม่เคยได้เรียนภาษามือ มาก่อนทำให้ไม่เข้าใจและไม่สามารถสื่อสารกันได้ เหล่านี้เป็นต้น
- ระบบสังคมและวัฒนธรรม (socio - culture systems) ระบบสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละชาติเป็นสิ่งที่มีส่วนกำหนดพฤติกรรมของประชาชนในประเทศนั้น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติ สังคมและวัฒนธรรมในแต่ละชาติย่อมมีความแตกต่างกัน เช่น การให้ความเคารพต่อผู้อาวุโส หรือวัฒนธรรมการกินอยู่ ฯลฯ ดังนั้น ในการติดต่อสื่อสารของบุคคลต่างชาติต่างภาษา จะต้องมีการศึกษาถึงกฎข้อบังคับทางศาสนาของแต่ละศาสนาด้วย
รูปแบบของการสื่อสาร
รูปแบบของการสื่อสารข้อมูล จำแนกได้ 2 แบบ
1. การสื่อสารแบบทางเดียว (One-way Communication)
2. การสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication)
การสื่อสารทางเดียว (One-way Communication) หมายถึง การสื่อสารที่ผู้รับไม่สามารถโต้ตอบกับผู้ส่งในสื่อกลางเดียวกันได้ ผู้ส่งเป็นฝ่ายส่งข่าวสารเพียงอย่างเดียว ส่วน ใหญ่มักอยู่ในรูปของสื่อสารสาธารณะ เช่น วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ หรือบอร์ด ประกาศ เป็นต้น การสื่อสารรูปแบบนี้เรียกว่า Simplex
การสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) หมายถึง การสื่อสารที่ผู้ส่งและผู้รับข่าวสาร สามารถโต้ตอบกันได้ในสื่อกลางเดียวกัน การสื่อสารรูปแบบนี้ เรียกกว่า Duplex การสื่อสารแบบสองทางนี้ จำแนกตามลักษณะกรรับ/ส่งรูปแบบของการสื่อสารข้อมูล จำแนกได้ 2 แบบ
1. การสื่อสารแบบทางเดียว (One-way Communication)
2. การสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication)
การสื่อสารทางเดียว (One-way Communication) หมายถึง การสื่อสารที่ผู้รับไม่สามารถโต้ตอบกับผู้ส่งในสื่อกลางเดียวกันได้ ผู้ส่งเป็นฝ่ายส่งข่าวสารเพียงอย่างเดียว ส่วน ใหญ่มักอยู่ในรูปของสื่อสารสาธารณะ เช่น วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ หรือบอร์ด ประกาศ เป็นต้น การสื่อสารรูปแบบนี้เรียกว่า Simplex
การสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) หมายถึง การสื่อสารที่ผู้ส่งและผู้รับข่าวสาร สามารถโต้ตอบกันได้ในสื่อกลางเดียวกัน การสื่อสารรูปแบบนี้ เรียกกว่า Duplex การสื่อสารแบบสองทางนี้ จำแนกตามลักษณะกรรับ/ส่ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น